เวลาแต่ล่ะวันมันช่างผ่านไปเร็วจริงๆ ยังรู้สึกว่าหลายเรื่องหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง ผมจำความรู้สึกตอนเล่นผับครั้งแรกได้เลยนะ มันหน้ามืด เวียนหัว ขาสั่น (รัวกระเดื่องคู่ขาเดียวได้เลยแหล่ะ 55+) ไม่เคยรู้จักเพลงเพื่อชีวิต แถมไม่เคยเล่นเพลงตลาดด้วย เล่นแต่เพลงในโบสถ์วันอาทิตย์ กว่าจะผ่าน 2-3 เดือนแรกไปได้เล่นเอาพี่ๆในวงลุ้นตัวโก่งกันเลยทีเดียว 55+ ทุกวันนี้เป็นนักดนตรีอาชีพเต็มตัว ผ่านวง ผ่านร้านมาเยอะ มีดีบ้าง-แย่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ให้เราแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้องขอบคุณนักดนตรีรุ่นพี่หลายคนที่คอยสั่งสอนแนะนำ ให้ผมพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

 

                  ผมเริ่มเล่นดนตรีกลางคืนครั้งแรกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2545 กับวงเพื่อชีวิตใกล้ๆบ้านที่กุมภวาปี จังหวัดอุดรฯ (ชื่อร้านมิตรภาพผับ) ตอนนั้นอายุแค่ 15 ปีเองถือว่าเด็กมากๆ เพราะสมัยนั้นกฎหมายยังไม่ได้เข้มงวดมากเหมือนทุกวันนี้ เงินเดือนๆแรก 4500 เป็นอะไรที่เยอะมากสำหรับผมในตอนนั้น หลังจากเข้าวงการก็เริ่มที่จะย้ายร้าน เปลี่ยนวง ไปจังหวัดนั้น จังหวัดนี้บ้าง ผับเพื่อชีวิตบ้าง เธคแดนซ์บ้าง อินดี้บ้าง งานโรงแรมก็เคยผ่านนะ วาไรตี้สุดๆ

 

                    พอมาถึงเดือนนี้ปีนี้ (กุมภาพันธ์ 2555) ก็ครบรอบ 10 ปีพอดีที่เล่นดนตรีกลางคืนมา ไม่ได้อยากเล่าเรื่องประสบการณ์ของผมให้ฟังหรอกเพราะมันยาว เอาเป็นว่าฝากข้อความถึงนักดนตรีรุ่นหลังๆดีกว่าว่าให้ตั้งใจฝึกฝนตัวเองเยอะๆ ละเอียดกับงาน เคารพผู้ใหญ่เสมอ รักษาความคงเส้นคงวา อย่าหัดเป็นคนมีอีโก้สูงจนเพื่อนๆรับไม่ได้ เห็นคุณค่าทุกโอกาสที่เข้ามา ส่วนเรื่องผู้หญิงกับเหล้า ยา เป็นอะไรทำให้นักดนตรีอย่างเราๆเสียคนได้มากที่สุดระวังให้ดี และสุดท้ายถ้าอยากเล่นดนตรีต่อไปอย่างมีความสุข อย่าเพิ่งเอา “เมีย” นะจ๊ะ !!!

 

ขอบคุณทุกประสบการณ์

ขอบคุณพระเจ้าที่มอบของประทานการเล่นดนตรีให้ผม รักพ่อ-แม่เน้อ

 
 
 
 
 
 

... ต่อจากคราวที่แล้ว


6 Separate the Problems and Solve Them One by One

(แบ่งแยกปัญหาให้ออกและแก้ไขทีละอย่าง)

แต่ละช่วงของเพลงมักจะเกิดปัญหาในการเล่นต่างกันและมากน้อยหลากหลายกันออกไป การที่จะพยายามแก้ไขทุกอย่างไปพร้อมๆกันนั้นจะทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลยสักอย่างเดียว แถมว่าจะเข้ากฎข้อ 3 ด้วย นั่นคือเราซ้อมย้ำๆแต่แบบที่ผิดๆ ใจเย็นๆครับ แบ่งปัญหาที่พบให้ออกว่าเป็นด้านอะไร rhythm? Intonation? Articulation? Basic ทั่วๆไป, เทคนิคเฉพาะของมือซ้ายหรือมือขวา? ปัญหาเรื่องการประสานงานกันระหว่างมือทั้งสอง? ความคล่องตัวของนิ้ว มือ แขน? การใช้ลม? หรืออื่นๆ หรือทั้งหมด? จากนั้นค่อยๆแก้ไขไปทีละอย่าง แตกมันออกมาอย่างๆช้าๆ เพื่อสอนกล้ามเนื้อของเรา เทคนิคบางอย่างนั้น เราอาจต้องไปหา studies, etudes ต่างๆมาฝึกเพิ่มเติมเพื่อช่วยแก้ปัญหาในบทเพลงของเรา การแก้ไขปัญหาเฉพาะที่ต่างๆ ครูของท่านอาจให้คำแนะนำได้

 

7 Practice Difficult Passages in Context

(นำช่วงที่ยากของเพลงออกมาซ้อมเฉพาะจุด)

นี่เป็นเรื่องต่อจากข้อที่แล้ว หลังจากแบ่งแยกปัญหาออกมาได้และแก้ปัญหาทีละอย่างได้หมดแล้ว เราก็สามารถรวมการเล่นได้ออกมาเป็นแบบที่เพลงเขียนไว้ โดยซ้อมช้าๆก่อน ฟังว่าปัญหาต่างๆที่เราแก้ไปยังอยู่อีกหรือไม่ ถ้ายังพบอยู่ ให้กลับไปแก้เฉพาะจุดนั้น

 

8 Practice Performing: Don't Only Practice Practicing

(ให้ซ้อมการแสดงคล้ายการแสดงจริงด้วย)

การซ้อมในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆโดยมีเพียงแค่เราอยู่คนเดียวนั้น ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการเล่นดนตรี แม้ว่าเราสามารถทำให้มันสนุกจนไม่อยากละมือออกจากการซ้อม ถ้าเราเรียน concerto, sonata ได้เป็นสิบๆบท มันก็ไม่มีประโยชน์และไม่ถือว่าได้เรียนอย่างสมบูรณ์ ถ้าเราไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะนำออกแสดงได้

 

การแสดงต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักนั้น เป็นสิ่งที่ยากต่อความรู้สึกและไม่สามารถเกิดการควบคุมความรู้สึกนี้ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ต้องอาศัยการฝึกฝนและความเคยชิน สิ่งต่างๆอาจมีผลกระทบต่อการเล่นของเราในการแสดง ความตื่นเต้น ตื่นเวที อุณหภูมิ สภาพอาการ สภาพร่างกายจิตใจ สภาพทางเสียง และตัวแปรอื่นๆ อาจทำให้เราตื่นเต้นมากจนเกินไป หลังจากการฝึกซ้อมจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เราควรมีการฝึกซ้อมการแสดงด้วย เราอาจจินตนาการว่ามีผู้ฟังหรือถ้ามีโอกาส ให้ไปลองบรรเลงในสถานที่จริงที่เราต้องแสดง โดยห้ามหยุดบรรเลงตั้งแต่ต้นจนจบเพลง ดูว่า เรายังมีปัญหาการบรรเลงหลงเหลืออยู่หรือไม่ ถ้ามี นั่นคือโอกาสที่เราจะทราบและนำกลับไปแก้ไขให้ทันก่อนการแสดงจริง หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น ให้ลองเชิญเพื่อนฝูง คนรู้จักมานั่งฟังการซ้อมการบรรเลงแบบไม่มีหยุดของเราด้วย จะเป็นการดียิ่งขึ้น เราอาจจะถามความคิดเห็นของผู้ฟังด้วยก็เป็นได้

 

ชุดที่ใส่ในวันบรรเลงก็มีผลต่อการเล่นเช่นกัน ชุดสูทที่คับหรือหลวมเกินไป รองเท้าส้นสูง กระโปรงที่แคบหรือลากยาว เครื่องประดับหรือกระดุมที่สามารถเกะกะหรือกระแทกเครื่องดนตรีของเรา เหล่านี้ ควรจะมีการจัดเตรียมและแก้ไขมาก่อนล่วงหน้า

 

วิชา Concert Practice ที่ผมเคยเรียนมานั้น มีประโยชน์มากในการฝึกตรงนี้ โดยที่เราเล่นให้เพื่อนดูและเพื่อนก็เล่นให้เราดู โดยมีการเดินเข้าออก ทำการโค้งและปรบมือเช่นการแสดงจริงๆ หลังจากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่เราควรมีการเริ่มในบ้านเรา

 

เรื่องความตื่นเต้นในการแสดงนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องนี้ คงต้องกล่าวกันยาวมาก ความตื่นเต้นเป็นเรื่องของจิตใจโดยแท้ และเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราไม่มีความตื่นเต้นบนเวทีเลยแม้แต่น้อย นั่นแสดงว่าเรามีความผิดปกติหรือไม่ใส่ใจในการแสดงเท่าที่ควร ความตื่นเต้นจะเกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น รู้มากขึ้น มีสิ่งที่ต้องระวังมากขึ้น สนใจความรู้สึกของคนอื่น จนทำให้เราขาดสมาธิในการเล่น สิ่งเหล่านี้ฝึกฝนกันได้ และต้องอาศัยความมีประสบการณ์เจนเวที

 

หัวใจที่เต้นถี่เร็วและแรง อาการเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบาบ่อย เหงื่อออกที่มือ มือสั่นไม่มีแรง ปวดมวนท้อง อาการต่างๆเหล่านี้คืออาการตื่นเวทีที่พบได้ประจำในหลายๆคน ถ้าท่านเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับการแสดงและต้องการให้การแสดงออกมาดี ไม่มีทางหรอกครับที่เราจะขจัดความตื่นเต้นในการแสดงออกได้หมด ฉะนั้น จงเตรียมใจไว้ได้เลยว่า ไม่ว่าเราจะซ้อมมาดีเยี่ยมขนาดไหนก็ตาม ท่านจะตื่นเต้นในการแสดงอย่างแน่นอน แต่ท่านต้องรู้จักที่จะควบคุมมัน อยู่กับมัน เปลี่ยนมันให้เป็นพลังทางบวก เรื่องทั้งหมดนี้อยู่ที่สมาธิและใจครับ

 

ครั้งแรกๆในการแสดงหรือการ audition ท่านอาจจะตื่นเต้นจนควบคุมไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งท้อใจ นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นพบปัญหา สิ่งที่ช่วยเราได้บนเวทีนั่นคือการมีสมาธิกับสิ่งที่ท่านทำอยู่และ Enjoy สิ่งที่ท่านแสดง!

 

9 Practice Also Without Instrument

(ซ้อมโดยไม่ใช้เครื่องดนตรีด้วย)

เพียงแค่เราฝึกซ้อมทางด้านร่างกายกับเครื่องดนตรีอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอแน่ๆ เราควรจะซ้อมด้านจิตใจความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวกับบทเพลงที่เราจะแสดงด้วย จริงๆแล้วสมองของเราเป็นตัวควบคุมจัดการกับกิริยาทุกอย่างในการเล่น เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่ดีได้ ต้องมีโปรแกรมที่ดี

 

ให้ลองมองดูโน้ตเพลงที่ท่านจะเล่น แล้วจินตนาการเสียงตาม บางครั้งเราอาจพบหนทางตีความบทเพลงแบบใหม่ๆที่อาจดีกว่าแบบเก่าที่เราเคยชินก็เป็นได้ บางครั้งท่านอาจหลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากำลังเล่นบทเพลงนั้นๆจริงๆ การฝึกเช่นนี้ ไม่เพียงช่วยด้านเทคนิค แต่ช่วยเรื่องการจดจำบทเพลงได้ด้วย ถ้าเราสามารถเล่นเพลงด้วยจินตนาการได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่อาศัยเครื่องดนตรีเลย โดยมี tempo ที่ดีและไม่มีการหลงลืมหรือชะงัก (ตัดสินตัวเองอย่างเป็นธรรม อย่าเข้าข้างตัวเองด้วยนะครับ) เราอาจพูดได้ว่าเราสามารถจำบทเพลงได้แล้ว แต่ถ้ายังหลงลืมบางจุด ให้เรากลับไปแก้ไขจุดนั้นโดยเร็ว

 

ช่วงฤดูหนาวในสมัยที่ผมเรียนดนตรีในอังกฤษนั้น เป็นช่วงที่ทรมานเรื่องความหนาวมาก เครื่องทำความร้อนก็ไม่เพียงพอ ผมเคยซ้อมหน้าเครื่องทำความร้อนเป็นเวลานานจนเครื่องดนตรีที่เป็นไม้นั้นแตกเพราะอากาศแห้งมากๆจากเครื่องทำความร้อน ผมต้องส่งเครื่องซ่อมและต้องใช้เวลาซ่อมหลายวัน ไม่สามารถหาเครื่องใหม่ได้ทัน และหลังจากซ่อมเสร็จเพียงวันเดียว ผมก็ถึงเวลาเรียนกับครูอีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่มีทางที่จะได้ซ้อมกับเครื่องก่อนเข้าเรียนเลย ช่วงรอเครื่องซ่อมอยู่นั้น ผมจึงจำเป็นต้องนอนใต้ผ้าห่มหนาๆ ได้แต่นั่งมองโน้ตและซ้อมด้วยใจเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาหลายวัน.....ได้ผลครับ..... หลังจากได้เครื่องกลับมา ผมไม่ต้องซ้อมกับมันมากเลย รู้ว่าควรจะเล่นอย่างไร.... นี่คงเป็นผลแห่งการซ้อมด้วยใจในเวลานั้น

 

การซ้อมด้วยใจนี้อาจทำได้เมื่อสภาพร่างกายของเราเหนื่อยหรือป่วย หรืออาจทำได้ในขณะที่เราต้องเดินทางหรือก่อนการแสดงคอนเสิร์ต ข้อสำคัญ เราต้องได้ยินในหัว (Inner hearing) กับสิ่งที่เราจะซ้อมด้วยใจ

 

มีเรื่องเล่ากันอยู่ว่า Enesco อาจารย์ Violin ของ Menuhin ขณะเดินทางไปแสดงนั้น Enesco หยิบดินสอออกมาแล้วขยับนิ้วคล้ายเล่นไวโอลินไปกับดินสอ ซักพักหนึ่ง เขาหยุด แล้วหันมาพูดว่า "อุ๊ป! โน้ตตัวนั้นเพี้ยน"

 

10 Do Not Neglect the Easy Sections: They Tend to Take Revenge on You!

(อย่าละเลยช่วงที่ง่ายๆ มันอาจกลับมาก่อความยุ่งยากให้เราได้)

เพลงที่เราจะเล่นนั้น อาจมีหลายช่วงที่มีความง่าย ไม่มีปัญหาแม้กระทั่งลองเล่นในครั้งแรกเพียงครั้งเดียว คนบางคนก็ชอบเล่นแต่ช่วงง่ายๆนี้บ่อยๆ โดยไม่ค่อยอยากไปเล่นในช่วงยากๆ เพราะเสียงดีสู้ช่วงง่ายๆนี้ไม่ได้ แต่อีกพวกหนึ่ง ซ้อมแต่ช่วงยากๆ จนแทบไม่สนใจช่วงง่ายอีกเลย

 

จริงๆแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับช่วงง่ายๆเหล่านี้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ให้ผ่านตาไว้บ้าง อย่าให้เมื่อถึงเวลานำออกแสดงแล้วช่วงง่ายๆเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยเหมือนเพิ่งเคยเห็น การไม่คุ้นเคยนี้จะทำให้เราลังเลว่า "เล่นถูกหรือเปล่า" "ใช้นิ้วอะไรดี ตรงนี้" อย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนะครับ มันจะทำลายสมาธิเรา


 

 

 

 

นั่นคือ 10 หัวข้อหลักๆ ในการทำการซ้อมให้ได้ผลและเป็นศิลปะที่นักดนตรีทุกคนควรยึดไว้ในใจเสมอ ขอแถมอีกนิดนึง ผมอยากแบ่งขั้นตอนวัดในความก้าวหน้าในการซ้อมของเราอย่างง่ายๆไว้ดังนี้

1 Building up time เป็นช่วงแรกที่เราเริ่มเรียนเพลงโดยเฉพาะเพลงใหม่ที่เราไม่รู้จักโน้ตเลย Building ในที่นี้ หมายถึง การหัดโน้ต จังหวะ แก้ไขปัญหาเรื่องเทคนิค หาเทคนิคมาเสริมในเพลงนั้น ตรวจสอบ intonation ต่างๆ ฯลฯ อันเป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไปของดนตรี ทั้งเรื่องเสียง จังหวะ เราต้องหัดช้าๆ และค่อยๆเพิ่มเร็วขึ้น สลับกันไป โดยใช้กฎข้อ 1 ถึง 7

 

2 Interpretation Time เป็นช่วงตีความบทเพลง หลังจากผ่าน Building Up time จนเราสามารถเล่นโน้ตได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่มีปัญหาทางเทคนิคแล้ว ให้เราคิดถึงเรื่อง Dynamic ความดังเบา vibrato, articulation ความสั้นยาวของโน้ตต่างๆ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับบทเพลง สิ่งนี้จะสร้างให้เพลงของเรามี Musical มากขึ้น ข้อนี้ทำได้โดยใช้หลักข้อ 9 ครับ

 

3 Performance Time หลังจากทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว ควรจะลองนำออกแสดงดูว่า ยังมีปัญหาอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำออกแสดงที่โรงคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมจำนวนมาก บางทีท่านอาจขอร้องให้เพื่อนซักคนสองคนนั่งดูการแสดงของท่าน โดยท่านต้องทำทุกอย่างเหมือนการแสดงจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับใจแล้วครับ กลับไปอ่านกฏข้อ 8 ได้

 

นั่นเป็นการวัดความก้าวหน้าอย่างคร่าวๆนะครับ ซึ่งบางทีท่านอาจต้องย้อนขั้นตอนกลับไปกลับมาและห้ามละทิ้งขั้นตอนที่ 1 เป็นอันขาด แม้ว่าท่านอาจอยู่ในขั้นตอนที่สามารถนำเพลงออกแสดงได้แล้ว แต่ท่านยังต้องซ้อมแบบ Building Up อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการควบคุมทางเทคนิคที่มีความยากนั้น มีความแม่นยำและสม่ำเสมอ 

 
 เขียนโดย อาจารย์อภิชัย เลี่ยมทอง credit www.piano-lovers.net 
 
 
 
 
God Bless ...